จากตัวเลขในบทความที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่า :
- คอนกรีต w/cm = 0.40 ที่ไม่มีรอยแตก → น้ำใช้เวลา 30,000+ ปี ถึงจะซึมทะลุ (คำนวนจากค่า k)
- คอนกรีตเดียวกันที่มีรอยแตก 0.3 มม. → น้ำรั่วใน 2-7 วัน
ดังนั้นการควบคุมรอยแตกคือกุญแจสำคัญ!
เรามาดูข้อกำหนดเรื่องรอยแตกตามมาตรฐาน
ตาม ACI 350 (Environmental Engineering Structures):

ตาม BS EN 1992 (Eurocode 2):
- Watertight concrete: crack width ≤ 0.20 มม.
ทำไมรอยแตกถึงร้ายแรง?
1. น้ำรั่วผ่านรอยแตกได้เร็วมาก
การทดสอบพบว่า:
- รอยแตก 0.1 มม. → น้ำซึมผ่าน 10 มม./ชม.
- รอยแตก 0.2 มม. → น้ำซึมผ่าน 40 มม./ชม. (4 เท่า!)
- รอยแตก 0.3 มม. → น้ำซึมผ่าน 90 มม./ชม. (9 เท่า!)
2. รอยแตกทำให้คอนกรีตเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- น้ำและอากาศเข้าไปในรอยแตก
- เหล็กเสริมเป็นสนิม
- สนิมขยายตัว → แตกเพิ่มขึ้น
3. Self-healing จำกัด
คอนกรีตสามารถ self-healing รอยแตกเล็กๆ ได้เอง (ผ่าน autogenous healing) แต่:
- รอยแตก < 0.1 มม. → heal ได้ค่อนข้างดี
- รอยแตก 0.1-0.2 มม. → heal บางส่วน
- รอยแตก > 0.3 มม. → heal ได้น้อยมาก
5. วิธีการลดการแตกร้าวของคอนกรีตที่ต้องการความทึบน้ำ
หลักการพื้นฐาน
รอยแตกในคอนกรีตเกิดจาก
1. คอนกรีตเป็นวัสดุที่หดตัว กดหดตัวจะทำให้เกิดแรงดึงในเนื้อคอนกรีตเนื่องจากการยึดรั้งทั้งภายในเนื้อคอนกรีตเอง และภายนอก
2. ถ้ามีแรงดึงจากการหดตัวมีมากกว่าความสามารถในการรับแรงดึงของคอนกรีต คอนกรีตก็จะแตกออก
สาเหตุหลัก:
- Plastic shrinkage (หดตัวขณะเหลว) – 0-5 ชม. แรก
- Drying shrinkage (หดตัวขณะแห้ง) – 1-28 วัน
วิธีที่การลดการแตกร้าวมีดังนี้
วิธีที่ 1: ควบคุม w/cm ให้เหมาะสม
กลไก:
- w/cm ต่ำ → น้ำน้อย → หดตัวน้อย
- w/cm ต่ำ → คอนกรีตหนาแน่น → tensile strength สูง
- stress เท่าเดิม แต่กำลังอัดของคอนกรีต สูงขึ้น → แตกยากขึ้น
แนะนำ:
- w/cm ≤ 0.40-0.45
- ใช้ superplasticizer เพื่อลดน้ำในส่วนผสมลงขณะที่คงความสามารถในการเทได้
วิธีที่ 2: ใช้ SCMs (Fly Ash, Slag)
กลไก:
- ลดน้ำในส่วนผสมคอนกรีต → ลดการหดตัว
- ปฏิกิริยาปอซซโลานช่วยให้คอนกรีตทึบน้ำมากขึ้น และคงทนมากขึ้น
แนะนำ:
- Fly ash 20-30%
วิธีที่ 3: บ่มอย่างถูกต้อง
กลไก:
- รักษาความชื้น → ไม่ให้หดตัวเร็วเกินไป
- ป้องกัน plastic shrinkage (สาเหตุแตกอันดับ 1)
- พัฒนากำลังอัดได้เต็มที่ → ต้านทาน stress ได้
วิธีบ่มที่ดี:
ช่วง 0-24 ชั่วโมง (สำคัญมาก):
- ป้องกันแดดและลม – คลุมพลาสติก หรือฉีด curing compound
- เป้าหมาย: ป้องกัน plastic shrinkage crack
- มีหลายกรณีที่ Plastic shrinkage crack พัฒนาต่อเป็น Drying shrinkage crack ได้
ช่วง 1-7 วัน:
- รักษาความชื้น – พรมน้ำ, ผ้ากระสอบเปียก (ขังน้ำดีที่สุด แต่ทำยาก)
- เป้าหมาย: ให้ปฏิกิริยาเกิดสมบูรณ์
ช่วง 7-28 วัน:
- บ่มต่อเนื่อง ถ้าเป็นไปได้
- เป้าหมาย: strength และ durability สูงสุด
วิธีที่ 4: ออกแบบเหล็กเสริมให้เหมาะสม
หลักการ: ใช้เหล็กเสริมควบคุมรอยแตก
ตาม ACI 350:
1. เหล็กเสริมหลัก (Main reinforcement):
- ใช้เหล็กขนาดเล็ก แต่จำนวนเส้นมาก
- ดีกว่าใช้เหล็กใหญ่ แต่น้อยเส้น
ตัวอย่าง:
- ❌ ใช้ DB20 ห่าง 20 ซม.
- ✅ ใช้ DB16 ห่าง 12 ซม. (ดีกว่า)
2. เหล็กควบคุมการแตกร้าว (Shrinkage reinforcement):
- สำหรับผนัง: 0.3-0.6% ของหน้าตัด แต่ละด้าน
- สำหรับพื้น: 0.4-0.7% ของหน้าตัด แต่ละชั้น
3. ระยะห่างสูงสุด:
- ไม่เกิน 30 ซม. (แนะนำ 15-20 ซม.)
ข้อสังเกต : มาตรฐานจะแนะนำเหล็กเสริมขั้นต่ำ การใส่มากขึ้นจะช่วยให้รอยแตกลดลง
ทั้งนี้ควรปรึกษาผู้ออกแบบเพื่อคำนวนการใส่เหล็กที่เหมาะสม
วิธีที่ 5: วางแผนรอยต่อให้ดี (Joint Design)
ประเภทรอยต่อ:
1. Construction Joint (รอยต่อก่อสร้าง):
- วางในตำแหน่งที่ stress ต่ำ
- ทำ waterstop ให้ดี
- เตรียมผิวเก่าก่อนเทใหม่
2. Control Joint (รอยควบคุมการแตก):
- ระยะห่าง 4-6 เมตร
- ลึก 1/4 ของความหนา
- ให้คอนกรีตแตกในจุดที่เราวางแผนไว้ แทนที่จะแตกที่อื่น
3. Expansion Joint (รอยขยายตัว):
- ใช้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมาก
- ระยะห่าง 15-30 เมตร
วิธีที่ 6: ใช้ Fiber เสริม
ประเภท Fiber:
1. Synthetic Macro Fiber:
- ควบคุม drying shrinkage crack
- ไม่ป้องกันรอยแตกโครงสร้าง แต่ช่วยให้รอยร้าวมีขนาดเล็กลงจนมองไม่เห็น
- ปริมาณ: 3-5 กก./ลบ.ม.
2. Synthetic Micro Fiber:
- ควบคุม plastic shrinkage
- ไม่ป้องกันรอยแตกโครงสร้าง
- ปริมาณ: 0.60-1.00 กก./ลบ.ม.
2. Steel Fiber:
- เสริม strength และ toughness
- ควบคุมรอยแตกได้ดี
- แพงกว่า
- ใช้งานยาก ผสมให้เข้ากันได้ยาก
- ไม่เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้ง มีโอกาสเกิดรอยสนิมได้
- ปริมาณ: 20-40 กก./ลบ.ม.
ข้อควรระวัง:
- Fiber ไม่ทดแทน เหล็กเสริมหลัก
- ใช้เพื่อเสริมคุณสมบัติของคอนกรีตเท่านั้น
❌ ห้ามทำ
- ใช้ w/cm สูง (>0.50) แล้วพึ่ง waterproofing admixture แก้
- เติมน้ำเพิ่มหน้างาน
- ไม่บ่มคอนกรีตใน 7 วันแรก
- ใช้เหล็กเสริมห่างเกิน 30 ซม.
- ไม่แบ่งคอนกรีตเทให้เหมาะสม
อ้างอิง:
Soongswang, P. et al. Transportation Research Record 1204 (1988)
ACI 350 – Code Requirements for Environmental Engineering Concrete Structures
ACI 224R – Control of Cracking in Concrete Structures
ACI 116R – Cement and Concrete Terminology
BS EN 1992 (Eurocode 2) – Design of concrete structures
ASTM C1202, C1585, EN 12390-8 – Testing standards
Powers, T.C. “Structure and Physical Properties of Hardened Portland Cement Paste”
ใส่ความเห็น